คำถามนี้ยอดเยี่ยมมาก— เป็นปัญหาที่เจอบ่อยใน “ระบบครัวเชิงพาณิชย์”
หลายแห่ง ติดตั้ง Hood ดูดอากาศอย่างเดียว แต่ ไม่ได้ออกแบบ Fresh Air หรือ
Makeup Air เข้ามาชดเชยอากาศที่ถูกดูดออกผลที่ตามมามีทั้งด้านความดัน อุณหภูมิ
และประสิทธิภาพของระบบครับ 👇
🔥 1. ความดันในห้องครัว “ติดลบมากเกินไป” (Excessive Negative Pressure)
เมื่อ Hood ดูดอากาศออกโดยไม่มีการเติมอากาศใหม่
→ ความดันภายในครัวจะต่ำกว่าพื้นที่รอบข้างมาก
ผลกระทบ:
• เปิดประตูครัวได้ยาก (ประตูดูดแน่น)
• ลมร้อนหรือกลิ่นจากครัว “รั่วเข้าไปในพื้นที่อื่น” เช่น ห้องอาหาร
• ลมจากช่องแอร์ในห้องอื่นย้อนเข้าในครัว
🌫️ 2. Hood ดูดไม่ดี – ประสิทธิภาพลดลง
ระบบดูดควันจะทำงานได้ดีต่อเมื่อมีอากาศไหลเข้าครัวพอสมดุล
แต่ถ้าไม่มี Fresh Air → การไหลของลมใต้ Hood จะ “ไม่สมบูรณ์”
ผลกระทบ:
• ควันหลุดออกนอก Hood
• อุณหภูมิในครัวสูงมาก
• กลิ่นและไอร้อนลอยออกนอกห้อง
⚡ 3. พัดลม Exhaust ทำงานหนักเกิน (Overload)
เพราะอากาศภายในห้องครัวมีแรงดันต่ำ
→ พัดลมต้องหมุนเร็วขึ้นเพื่อพยายามดูดอากาศออก
ผลที่เกิดขึ้นคือ:
• Motor ร้อน
• เสียงดัง
• อายุการใช้งานสั้นลง
💨 4. การไหลเวียนอากาศในอาคารเสียสมดุล
ถ้าครัวไม่มี Makeup Air → อากาศจากโซนอื่น (ห้องอาหาร, ล็อบบี้) จะถูกดูดเข้าครัวแทน
ผลคือ:
• โซนอื่นเริ่มร้อนขึ้น เพราะอากาศถูกดูดออกไป
• ระบบปรับอากาศรวม (AHU/FCU) ทำงานหนัก
• ความดันของทั้งอาคารผิดสมดุล (Air balance เสีย)
💧 5. ความชื้นสูงและปัญหาการควบแน่น (Condensation)
เมื่ออากาศร้อนชื้นจากการประกอบอาหารไม่ถูกดูดออกหมด
จะเกิด “น้ำเกาะ” บนฝ้า, ผนัง, หรือท่อลมเย็น → เสี่ยงเชื้อราและคราบไขมันสะสม
✅ แนวทางการออกแบบที่ถูกต้อง
1. อัตราการเติมอากาศ (Makeup Air) ≈ 80–90% ของอากาศที่ Hood ดูดออก
• ส่วนที่เหลือ (10–20%) ให้เป็น Negative Pressure เพื่อป้องกันกลิ่นรั่วออก
2. อุณหภูมิอากาศที่เติมเข้า: ควรเย็นลง (ประมาณ 26–30°C) เพื่อช่วยลดอุณหภูมิครัว
3. ตำแหน่งจ่ายลม: จ่ายด้านหน้าหรือรอบ Hood เพื่อ “พยุง” ลมเข้าสู่ Hood อย่างมีทิศทาง
4. ติดตั้ง Damper / Grill / Diffuser ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับ Kitchen Makeup Air