แนวทาง สำหรับการออกแบบระบบปรับอากาศห้องประชุมขนาดใหญ่ที่มีคนจำนวนมาก (High Density Occupancy)
เราจะใช้สูตรคูณพื้นที่ (Rule of Thumb) แบบห้องนอนทั่วไปไม่ได้ เพราะ “โหลดความร้อนจากคน” และ “
อากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air)” เป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด นี่คือวิธีการคำนวณทีละขั้นตอน สำหรับห้องประชุม 1,000 ตร.ม. สูง 5 เมตร จุคน 800 คนครับ
ขั้นตอนที่ 1: แยกแหล่งกำเนิดความร้อน (Heat Load Breakdown)
เราต้องคำนวณภาระโหลด 3 ส่วนหลัก ดังนี้ครับ:
1. โหลดจากพื้นที่และโครงสร้าง (Transmission & Solar Load)คิดจากความร้อนที่ผ่านผนัง กระจก หลังคา และแสงสว่าง
* ค่ามาตรฐานห้องประชุม: ประมาณ 800 – 900 BTU/ตร.ม. (เนื่องจากเพดานสูงและมีไฟเยอะ)
* คำนวณ: 1,000 \text{ ตร.ม.} \times 850 \text{ BTU} = \mathbf{850,000 \text{ BTU/hr}}
2. โหลดจากคน (Occupancy Load)คนนั่งประชุมมีความร้อนทั้งแบบสัมผัส (Sensible) และความชื้น (Latent)
* ค่าความร้อนเฉลี่ยต่อคน: 450 – 500 BTU/คน (สำหรับกิจกรรมนั่งฟังบรรยาย)
* คำนวณ: 800 \text{ คน} \times 500 \text{ BTU} = \mathbf{400,000 \text{ BTU/hr}}
3. โหลดจากอากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air / Ventilation Load) สำคัญมากตามมาตรฐานต้องเติมอากาศดีเพื่อลด CO2 ไม่ให้คนง่วงนอน
* อัตราการเติมอากาศ: ประมาณ 15-20 CFM ต่อคน (หรือคำนวณตาม ASHRAE 62.1)
* ปริมาณลม: 800 \text{ คน} \times 15 \text{ CFM} = 12,000 \text{ CFM}
* ภาระทำความเย็น (โดยประมาณ): ลม Fresh Air 1 CFM ภาระประมาณ 40-50 BTU (จาก 35°C ลดเหลือ 25°C)
* คำนวณ: 12,000 \text{ CFM} \times 45 \text{ BTU} = \mathbf{540,000 \text{ BTU/hr}}
ขั้นตอนที่ 2: รวมภาระโหลดทั้งหมด (Total Cooling Load)
แปลงหน่วยเป็นตันความเย็น (Tons of Refrigeration – TR):
> สรุปเบื้องต้น: คุณต้องการระบบทำความเย็นขนาดประมาณ 150 – 160 ตัน (เผื่อ Safety Factor 5-10%)
ขั้นตอนที่ 3: เลือกประเภทระบบปรับอากาศ (System Selection)
สำหรับขนาด 150-160 ตัน และพื้นที่สูง 5 เมตร ไม่แนะนำให้ใช้แอร์แขวนหรือ Wall type ทั่วไปครับ ทางเลือกที่เหมาะสมคือ:
* ระบบ Chiller (Water Cooled/Air Cooled):
* เดินท่อน้ำเย็นเข้าสู่ AHU (Air Handling Unit)
* ข้อดี: ควบคุมความชื้นได้ดีมาก ประหยัดไฟในระยะยาว เหมาะกับอาคารที่มีพื้นที่อื่นใช้แอร์ร่วมด้วย
* ระบบ VRF / VRV (Variable Refrigerant Flow):
* ใช้คอยล์ร้อนต่อพ่วงคอยล์เย็นแบบต่อท่อลม (Ceiling Ducted)
* ข้อดี: ติดตั้งง่ายกว่า Chiller ไม่ต้องมีระบบน้ำ ควบคุมแยกโซนได้ละเอียด
* Package Unit (Ducted Split System):
* แอร์ขนาดใหญ่แบบตู้ตั้งพื้นหรือแขวนฝ้า ต่อท่อลม
* ข้อดี: ราคาถูกกว่าสองแบบแรก แต่เสียงอาจจะดังกว่า
ข้อแนะนำเพิ่มเติมจากมุมมองวิศวกร
* ระบบเติมอากาศ (OAU/PAU):
* เนื่องจากโหลด Fresh Air สูงมาก (540,000 BTU) ห้าม เอาลมภายนอกเข้ามาผสมกับแอร์ภายในโดยตรง เพราะแอร์จะตัดบ่อยและความชื้นจะสูง (เหงื่อตกในห้องแอร์)
* ทางแก้: ต้องติดตั้งเครื่อง OAU (Outdoor Air Unit) เพื่อทำความเย็นและลดความชื้นลมภายนอกก่อนจ่ายเข้าห้อง
* การกระจายลม (Air Distribution):
* ห้องสูง 5 เมตร ต้องใช้หัวจ่ายลมแบบ Jet Diffuser หรือ Nozzle เพื่อยิงลมเย็นลงมาให้ถึงตัวคน หรือใช้ท่อลม (Duct) กดระดับลงมา
* Zoning:
* ควรแบ่งเครื่องปรับอากาศเป็นหลายชุด (เช่น AHU 4 ตัว ตัวละ 40 ตัน) เพื่อรองรับกรณีคนใช้งานไม่เต็มห้อง หรือกรณีเครื่องเสียจะได้ไม่ร้อนทั้งห้อง